สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โคโรน่าไวรัสเป็นไวรัสขนาดใหญ่ และ เป็นกลุ่มใหญ่ ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ จึงเรียกว่า โคโรน่าไวรัส รู้จักกันมากว่า 80 ปีแล้ว พบได้ทั้งใน คน และ สัตว์ หลากหลายชนิด ในสุนัข สุกร ทำให้เกิดโรคท้องเสีย ในแมวทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ โคโรน่าไวรัส ที่เกิดโรคในคน แต่เดิมมี 6 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ที่พบดั้งเดิม ทำให้เกิดโรคหวัด และทางเดินหายใจอยู่ประจำถิ่น แล้ว มี 4 ชนิด และเป็นโรคอุบัติใหม่ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ แบบเฉียบพลันคือ SARS และ MERS ซึ่งเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิต 10 และ 30 % ตามลำดับ โรคโควิด 19 เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะปอดบวม เป็นโรคอุบัติใหม่ เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2019 เป็นต้นมา และวินิจฉัยได้หลังปีใหม่ ถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จในวันที่ 11 มกราคม 2020 จุดกำเนิดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ผู้ป่วยกลุ่มแรกที่พบ ส่วนใหญ่มีแหล่งสัมผัสจากตลาดสดที่มีการขายอาหารทะเล และสัตว์สิ่งมีชีวิต แต่ความเป็นจริงอาจจะก่อนหน้านั้น น่าจะเป็นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพราะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่ได้สัมผัสตลาดเลย โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เป็นไวรัสเช่นเดียวกันกับ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ มีได้ทั้งแบบไม่มีอาการ (เป็นส่วนใหญ่) มีอาการทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลัน จนถึงปอดบวมและโรคแทรกซ้อน (เป็นส่วนน้อย) เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไปโคโรน่าไวรัส จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2 ถึง 7 วัน แต่ในทางปฏิบัติเป็นได้ตั้งแต่ 1 ถึง 14 วัน

 

อาการที่พบบ่อย โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

อาการที่พบบ่อย โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทำให้เกิดอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอด อักเสบ (Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด (Asthma) ส่วนในผู้ใหญ่ อาจพบลักษณะปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) หรือการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดได้ และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการได้ในทุกอายุ และหากแสดงอาการมักพบร่วมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น Rhinovirus, Adenovirus

นอกจากความเล็กจิ๋วที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว ความไวและความเงียบของไวรัสโควิด-19 ยังเป็นไฮไลท์สำคัญที่ทำให้เราต้องระมัดระวังและตั้งการ์ดสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หากเข้ารับการตรวจคัดกรองแล้วพบว่าติดเชื้อ อาจเสี่ยงมีอาการรุนแรงได้มากกว่าผู้ติดเชื้อในกลุ่มทั่วไป ยิ่งในผู้ที่มีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง บวกกับการติดเชื้อโควิดยิ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอดโดยตรง เนื่องจากประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซที่น้อยลง เป็นผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงตามลำดับ โดยมีอาการแสดงต่างๆ เกิดขึ้นได้ ดังนี้

– อาการหอบเหนื่อย แม้จะทำกิจกรรมที่ไม่ได้ออกแรงมากก็ตาม

– หายใจลำบาก หายใจไม่สุด หรือหายใจได้ไม่เต็มปอด

– รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก

– อาการไอ ไอแห้ง หรือไอมีเสมหะ

– มีอาการไข้มากกว่า 37.5°C ขึ้นไป

 

ระบาดวิทยาของเชื้อ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

ระบาดวิทยาของเชื้อ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)  พบได้ทั่วโลก โดยในเขตอบอุ่น (temperate climates) มัก พบเชื้อโคโรนาไวรัสในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทำให้เกิดอาการในระบบ ทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงร้อยละ 35 และสัดส่วนของโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสอาจสูงถึงร้อย

ละ 15อาจ การติดเชื้อพบได้ในทุกลุ่มอายุ แต่พบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากระดับ ภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังการติดเชื้อ

การป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs)

– ออกกำลังกายสน่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่

– ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย

– แนะนำให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเวลา ไอ หรือจาม

– ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ก่อนรับประทาน

อาหาร และหลังขับถ่าย
– ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อลดความ

เสี่ยงในการติดโรค

การล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกต้องจะช่วยลดการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้คำนึงว่าควรจะ ล้างทุกครั้งหลังอาการไอหรือจาม ล้างทุกครั้งที่มาถึงที่ทำงาน ล้างทุกครั้งเมื่อกลับจากที่ทำงาน ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ล้างมือก่อนเตรียมอาหารหรือปรุงอาหาร ล้างมือก่อนจับต้อง ใบหน้า ล้างทุกครั้งเมื่อออกจากห้องน้ำ ล้างทุกครั้งเมื่อจะจับต้องหรืออุ้มเด็ก ล้างทุกครั้งเมื่อจับกับสัตว์หรือสัตว์เลี้ยง ล้างทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างทุกครั้งเมื่อคิดว่ามือสกปรก ไม่ต้องกลัวใครจะว่าเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำ

 

Close
Menu